มอสเฟต ( MOSFET)

มอสเฟตจะแบงออกเปน 2 ชนิด ก็คือ ดีพลีชั่น (Depletion) และ เอนฮานซเมนต (Enhancement) แตละ

ประเภท ยังแบงออกเปน 2 แบบ คือ แบบแชนแนล n และ แบบแชนแนล p

มอสเฟตประเภท ดีพลีชั่นหรือดีมอสเฟต (D-MOSFET) ทั้ง 2 แบบจะทํางานได 2 โหมด คือ โหมดดี

พลีชั่น ( Depletion Mode) และ โหมดเอนฮานซเมนต ( Enhancement Mode) กลาวคือ ถาจายแรงดันลบ

ใหกับดีมอสเฟต แชนแนล n จะทํางานในโหมดดีพลีชั่น แตถาจายแรงดันบวกจะทํางานในโหมดเอน

ฮานซเมนต สวนดีมอสเฟตแชนแนล p ก็จะทํางานคลายกันเมื่อ ไดรับแรงดันที่มีขั้วตรงขามกับแบบ

แชนแนล n

มอสเฟตประเภทเอนฮานซเมนตหรืออีมอสเฟต (E-MOSFET) มีโครงสรางบางอยางคลายกับมอสเฟต

แบบดีพลีชั่น แตจะทํางานไดเฉพาะโหมดเอนฮานซเมนตเทานั้นครับ

ดีมอสเฟตแบงออกเปน 2 ประเภท คือ

1. ดีมอสเฟตแบบแชนแนล n

2. ดีมอสเฟตแบบแชนแนล p

สัญลักษณของ ดีมอสเฟต

ดีมอสเฟตแบบแชนแนล n

โครงสรางของดีมอสเฟตแบบแชนแนล n เปนดังรูป

 

 


ดีมอสเฟตแบบแชนแนล n ประกอบขึ้นจากแผนผลีกฐาน p (p-substrate) ที่เปนสารกึ่งตัวนําทําจาก

ซิลิกอนขั้ว D และขั้ว S ตอกับบริเวณที่มีการกระตุนหรือโดปใหเปนบริเวณสารกึ่งตัวนํา n (n-doped

region) ทั้งสองสวนนี้จะเชื่อม กับแชนแนล n สําหรับขั้ว G จะตอกับวัสดุผิวนอกที่เปนโลหะโดยมี

ซิลิคอนไดออกไซด ( SiO 2 ) กั้นแชนแนล n กับขั้ว G ( ซิลิคอนได ออกไซดเปนฉนวนประเภทได

อิเลคทริค) เมื่อมีสนามไฟฟาจายเขามาที่ชั้นของ SiO 2 ก็จะสรางสนามไฟฟา ตานและสรางชั้นฉนวน

ขึ้นภายในตัวเองเพื่อกั้นขั้วเกทกับแชนแนล แสดงวา ไมมีการตอโดยตรงระหวางขั้ว G กับ แชนแนล

ของมอสเฟต ขั้นที่เปนฉนวน SiO 2 จะทําให Z i มีคาสูงตามความตองการได

นอกจากนี้บางครั้งจะตอแผนผลึกจากฐานเขากับแหลงจายจึงมีขั้วเพิ่มขึ้นมาเรียกวา ขั้วผลึกฐาน SS

(Substrat : SS) ทําใหมี ขั้วเพิ่มเปน 4 ขั้ว และจากขางตน จึงสรุปความหมายของคําวา MOS ในชื่อมอ

สเฟต ( ทรานซิสเตอรสนามไฟฟา โลหะออกไซดสารกึ่งตัวนํา) ไดดังนี้

- โลหะ ( Metal, M) หมายถึง บริเวณสําหรับการตอขั้ว D, S และ G กับวัสดุผิวนอก

- ออกไซด ( Oxide, O) หมายถึง ซิลิคอนไดออกไซด ( SiO 2 )

- สารกึ่งตัวนํา ( Semiconductor, S) หมายถึง โครงสรางพื้นฐานในบริเวณแพรกระจาย

ของสารกึ่งตัวนําชนิด p และสารกึ่ง ตัวนําชนิด n

การทํางานและคุณสมบัติเบื้องตนของดีมอสเฟต ( Basic Operation and Characteristies)

กําหนดให V GS ในรูป ( a) มีคาเปนศูนย แลวจาย V D ที่ขั้ว D และ S ขั้ว D สามารถดึงดูด

อิเล็กตรอนอิสระ( e) ผานแชนแนล n และทําใหกระแส I D = I S = I DSS ไหลผานแชนแนล n ได (

คลายกับการไหลของกระแสไฟฟา ในแชนแนลของเจเฟทขณะ V GS = 0 V)

 

 


ถาจาย VGS ที่มีคาเปนลบใหกับขั้วเกท (รูป b) เชน -1 V ความตางศักยที่ขั้วเกทจะผลักดันให

อิเลคตรอนอิสระเคลื่อน ไปยัง แผนผลึกฐาน p และดึงดูดโ ? ลจากแผนผลึกฐาน p ทําใหอิเลคตรอน

และโ ? ลรวมตัวกันใหม (Recombination Process) จึงเกิดการลดจํานวน อิเลคตรอนอิสระในแชนแนล

n ที่มีไวสําหรับการนํากระแส เมื่อมีคา V GS เปนลบมาก เทาใดก็จะเกิดการรวมตัวกันใหมมากขึ้น

เทานั้นและ อิเลคตรอนอิสระที่แชนแนล n ก็จะมีจํานวนลดลง จึงกลาวไดวาถา V GS เปนลบมากขึ้น I

D จะมีคานอยลง เขียนเปนเคอรฟคุณลักษณะได ดังรูปตอไปนี้ การทํางานขณะ VGS เปนลบนี้ เรา

เรียกวา การทํางานในโหมดดีพลีชั่น

ถาจาย V GS ที่มีคาเปนบวกใหกับขั้วเกทความตางศักยที่ขั้วเกทจะดึงดูดอิเลคตรอนจากผลึกฐาน p

มายังบริเวณ ชั้น SiO 2 ทําใหพาหะนํากระแสและสภาพนํากระแสของแชนแนลเพิ่มขี้น ดังนั้นกระแส I

D จึงเพิ่มขึ้นจนมีคามากกวา I DSS การทํางานขณะ V GS เปนบวกนี้เราเรียกวา การทํางานในโหมดเอน

ฮานซเมนต

ดีมอสเฟตแบบแชนแนล p

โครงสรางของดีมอสเฟตแบบแชนแนล p มีลักษณะตรงขามกับรูปของดีมอสเฟตแบบแชนแนล n คือ

ประกอบดวย แผนผลึก ฐาน n และแชนแนล p ดังรูป

 

 


จากการเปรียบเทียบคุณลักษณะของดีมอสเฟตแบบแชนแนล n กับดีมอสเฟตแบบแชนแนล p ( ตามรูป

b และ c) เราพบวา

ทิศทางของกระแสขั้วแรงดันตาง ๆ กลับกันทําใหคุณลักษณะกลับกันดวย I D จะเริ่มเพิ่มขึ้นจากจุด

Cutoff ที่ V GS = V p และขณะที่ V GS มี คาเปนบวกลดลง I D จะเพิ่มขี้นจนถึง I GSS และเพิ่มอยาง

ตอเนื่องจนเลยคา I GSS เมื่อ V GS มีคาเปนลบเพิ่มขี้นยังคงใชสมการของชอคเลย ไดแต ควรระวัง

เครื่องหมาย V GS และ V p ในสมการใหถูกตอง ( คือจะตองมีเครื่องหมายเปนบวก)

สัญลักษณของดีมอสเฟต ( Symbols)

สัญลักษณของดีมอสเฟตแบบแชนแนล n และ p เปนดังรูป

 

 


ถาสังเกตุใหดีจะเห็นวา สัญลักษณสื่อความหมายถึงโครงสรางแทจริงของอุปกรณ ชองวาง

ระหวางขั้ว G กับขั้ว D

( ที่ตอกับขั้ว S) แสดงวาไมมีการตอกันโดยตรงระหวางขั้วทั้งสามเนื่องจากมีฉนวนกันที่ขั้ว G สวนขั้ว

ผลึกฐาน SS ใน มอสเฟต บางครั้งมี บางครั้งไมมี จึงเขียนสัญลักษณไดทั้ง 2 แบบ คือ กรณีที่มีขั้ว SS

และในกรณีไมมีขั้ว SS ในการ วิเคราะหลําดับตอไปมัก จะไมมีขั้ว SS ดังนั้น สัญลักษณที่อยูขางลาง

จะเปนสัญลักษณที่ใชทั่ว ๆ ไป

แมวาโครงสรางและขอบเขตการทํางานของ ดีมอสเฟตกับอีมอสเฟตจะมีลักษณะคลายกันอยูบางนะ

ครับ แตเคอรฟ คุณลักษณะของอีมอสเฟตจะแตกตางออกไปโดยสิ้นเชิง กลาวคือไมสามารถนําสมการ

ของชอคเลยมาเขียนเคอรฟถายโอนของอีมอสเฟตได และกระแส I D ยังไมเกิดขึ้นจนกระทั่ง V GS มี

คาสูงถึงคาเฉพาะคําหนึ่ง

อีมอสเฟตแบงออกเปน 2 ประเภทคือ

1. อีมอสเฟตแบบแชนแนล n

2. อีมอสเฟตแบบแชนแนล p

สัญลักษณของ อีมอสเฟต

อีมอสเฟทแบบแชนแนล n

โครงสรางของอีมอสเฟตแบบเชนแนล n เปนดังรูป

 

 


อีมอสเฟตแบบเชนแนล n ประกอบขึ้นจากแผนผลึกฐาน p ที่เปนสารกึ่งตัวนําทําจากซิลิคอน ขั้ว

D และขั้ว S ตอกับ บริเวณที่มีการกระตุน n โดยผานวัสดุผิวนอกที่เปนโลหะ นอกจากนี้บางครั้งจะตอ

แผนผลึกฐาน p เขากับแหลงจาย จึง มีขั้ว SS เพิ่มขึ้นมาคลายกับดีมอสเฟต

ถาสังเกตรูป ใหดีจะเห็นไดวาไมมีเสนทางเชื่อมหรือไมมีแชนแนล ( no-channel) ระหวางบริเวณ

ที่มีการกระตุน n

ทั้ง 2 แหง นี่คือความแตกตางเบื้องตนระหวางโครงสรางของอีมอสเฟตและดีมอสเฟต

การทํางานและลักษณเบื้องตนของอีมอสเฟต

กําหนดให V GS = 0V และจาย V DS ที่มีคาเปนบวกใหกับขั้ว S กับขั้ว D โดยขั้ว SS ตอรวมกับขั้ว S

ดังรูปจะเกิดจาก ไบอัสกลับที่รอยตอ p-n ( บริเวณที่มีการกระตุน n กับผลึกฐาน p) [ เนื่องจากไมมี

เสนทางเชื่อม หรือ แชนแนลระหวางขั้ว D และขั้ว S ทําใหเกิดการตานการไหลของอิเล็กตรอน] กระแส

ID=0 แตกตางจาก ดีมอสเฟตและเจเฟทซึ่งมี I D =I DSS

 


ถาจาย V DS และ V GS ที่มีคาเปนบวกดังรูป ทําใหขั้ว D และขั้ว G มีความตางศักยเปนบวกการที่

ขั้ว G มีความ ตางศักยเปน บวกนี้จะผลักดันใหโ ? ลในผลึกฐาน p เขาไปสูบริเวณภายในผลึกฐาน p

และดึงดูดอิเล็กตรอนในผลึก ฐาน p ( เปน พาหะขางนอยรวมตัว อยูในบริเวณใกลกับผิวของ SiO 2 )

ซึ่งมีคุณลัษณะเปนฉนวนและปองกันอิเล็กตรอนไมให ดึงดูด ไปยังขั้วเกท

ขณะที่ V GS เพิ่มขึ้น การรวมตัวของอิเล็กตรอนใกลกับชั้นของ SiO 2 ก็เพิ่มมากขึ้นตามลําดับ

ขณะเดียวกันบริเวณ ที่มีการ กระตุน n เกิดการเหนี่ยวนําจากแรงดัง V GS ทําใหมีอิเล็กตรอนหรือ ID (

มีทิศทางตรงขามกับอิเล็กตรอน) ไหลระหวาง ขั้ว D กับขั้ว S ระดับ V GS ทําให ID ไหลเราเรียกวา

แรงดันเธรสโ ? ลด ( Threshold Voltage;V T ) ในสเปคกําหนดให V T เปน V GS(Th)

 


ถาเพิ่ม V GS ใหสูงขึ้น I D ก็จะเพิ่มขึ้นดวย แตถา V GS มีคาคงที่ และ เพิ่มคา V DS จะทําให I D

ถึงจุดอิ่มตัว (เชน เดียวกับดีมอสเฟต) เนื่องจากขั้วบวกของ V DS ดึงดูดอิเลคตรอน จึงจะทําใหปลาย

ของชองทางเหนี่ยวนําบริเวณใกลขั้ว D แคบลง ใกลระดับพินชออฟ [ Pinch-Off (Begining)] ดังรูป ( a)

เมื่อนํา KVL มารวมพิจารณา จะไดแรงดันไฟฟาระหวาง ขั้ว D กับขั้ว G (V DG ) ดังนี้

V DG = V DS - V GS ——————– สมการที่ 1

ถากําหนดให V GS = 8 V และ V DS = 2 V ก็จะได V DG = -6 V แตถาเพิ่ม V GS เปน 5 V คา V

DG จะเปน - 3 V ( ตาม (สมการที่ 1 ) การลดลงของ V DG ทําใหแรงดึงดูด ( จากขั้วบวกของ V DS ) ที่

มีตออิเลคตรอนอิสระในบริเวณ ชองทางเหนี่ยวนําลดลง ดวย ทําใหชองทางเหนี่ยวนําแคบลง ถา

ความกวางของชองทางดังกลาวลดลงเรี่อย ๆ จน กระทั่งถึงจุดพินชออฟ ID ก็จะถึงจุดอิ่มตัว ดังที่ได

อธิบายในดีมอสเฟต

คุณลักษณะของขั้วเครนของมอสเฟตใน รูป ( a) เปนดังรูป ( b) ขณะ V T = 2 V ที่ V GS = 8

V ทําใหเกิด

V DS อิ่มตัว (V DSsat ) = 6 V ทําใหไดความสัมพันธระหวาง V DSsat กับ V GS ดังนี้

V DSsat = V GS - V T ———————– สมการที่ 2

สมการที่ 2 ทําใหทราบวา เมื่อ V T คงที่และ V GS ยิ่งสูงขึ้นเทาใด V DSsat ก็ยิ่งสูงขึ้นเทานั้น

ในรูป ( b) ขณะที่ V T เปน 2 V ณ ตําแหนงนี้ I D = 0 mA ดังนั้นจึงทําใหทราบวา ถา V GS มีคาต่ํา

กวา V T คา I D ของ อีมอสเฟตจะเปนศูนยหรือไมมีกระแสไหลนั่นเอง

ถาคา V GS เพิ่มขึ้นจาก V T เปน 8 V จะทําใหระดับการอิ่มตัวของ I D เพิ่มขึ้นจาก 0 mA เปน 10

mA แตเนื่องจาก ชวง ของเคอรฟ V GS มีระยะหางไมเทากัน ดังนั้น I D ที่เพิ่มขึ้น จึงมีความสัมพันธกับ

V GS ในลักษณะไมเปนเชิงเสน ดังสมการตอไปนี้

I D = k ( V GS - V T ) 2 ———————— สมการที่ 3

เมื่อ k เปนคาคงที่ของโครงสรางอีมอสเฟต ซึ่งหาคาไดจาก

k = I D(on) / ( V GS(on) - V T ) 2 ——————– สมการที่ 4

เมื่อ ID(on) และ VGS(on) เปนกระแสและแรงดันที่ทําใหเกิดจุดเฉพาะบนเคอรฟคุณลักษณะของ

มอสเฟต

สมมติแทนคา ID(on) = 10 mA ขณะ VGS = 8 V ลงในสมการที่ 4 จะได k = 0.278 * 10 -3 A/V 2

แทนคา k ในสมการที่ 3 เพื่อหาคา I D สําหรับคุณลักษณะในรูป ( b) โดยสมมติ V GS = 4 V จะได I

D = 1.11 mA

สําหรับการวิเคราะหไฟฟากระแสตรงของอีมอสเฟต จะใชคุณลักษณะถายโอนดังรูปตอไปนี้ในการ

แกปญหา

 

 


เคอรฟถายโอนในรูป แตกตางจากเคอรฟถายโอนที่กลาวในตอนตน ๆ เพราะวาอีมอสเฟตแบบ

แชนแนล n จะมี ID

เพิ่มขึ้นไมไดจนกวา V GS = V T สมมติวาเราจะเขียนเคอรฟถายโอนที่มี k = 0.5*10 -3 A/V 2 และ

V T = 4 V เมื่อนําสมการที่ 3 มารวม พิจารณา จะได

I D = 0.5*10 -3 ( V GS - 4 V ) 2

อีมอสเฟตแบบแชนแนล p

โครงสรางของอีมอสเฟตแบบแชนแนล p มีลักษณะตรงขามกับแบบแชนแนล n

 


กลาวคือ ขั้ว D และขั้ว S ตอกับผลึกฐาน n และบริเวณที่มีการกระตุน p(p-doped regions) แตขั้วของ

แรงดันและ ทิศทาง กระแสตรงขามกับแบบแชนแนล n นอกจากนี้คุณลักษณะของเคอรฟถายโอน ก็จะ

แสดงคาที่ดานตรงขาม

สัญลักษณของอีมอสเฟต ( Symbol)

สัญสักษณของอีมอสเฟตแบบแชนแนล p และแชนแนล n เปนดังรูป

 

 

จะเห็นไดวาสัญลักษณแสดงโครงสรางแทจริงของอุปกรณเสนประเชื่อมระหวางขั้ว D กับ ขั้ว S

แสดงวาไมมี

แชนแนลระหวางขั้วทั้งสอง ( ขณะไมไดรับการไบอัส)ซึ่งเปนความแตกตางประการเดียวระหวาง

สัญลักษณของ ดีมอสเฟตกับอีมอสเฟต